ประวัติความเป็นมา

 DSC_3055

        สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล (Human Resource Management Bureau) เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักเกี่ยวกับการบริหารและพัฒนาบุคลากรทั้งหมดของกรมศุลกากร  รวมทั้งการจัดทำแผนกลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกรมศุลกากร  และดำเนินการในเรื่องการเสริมสร้างวินัย การรักษาระบบคุณธรรม พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศด้านบุคลากร ทะเบียนประวัติบุคลากร และดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษา วิเคราะห์พัฒนาระบบการบริหารองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาสมรรถนะบุคลากร  นอกจากนี้ ยังดำเนินการเรื่องการพัฒนาบุคลากรของกรมศุลกากร และจัดการฝึกอบรมให้แก่บุคคลภายนอก เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการนำเข้า การส่งออกหรือการจัดเก็บภาษี หรือเรื่องอื่นตามภารกิจของกรมศุลกากร  ซึ่งภารกิจดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ด้านด้วยกัน  ได้แก่ ภารกิจด้านการบริหารงานบุคคล  ภารกิจด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคล และภารกิจด้านจริยธรรมและวินัยของบุคลากร

 

ประวัติความเป็นมาของสำนักบริหารทรัพยากรบุคคล

งานด้านบริหารทรัพยากรบุคคลของกรมศุลกากร  เริ่มต้นมาพร้อมกับการจัดตั้งกรมศุลกากรเมื่อ 139 ปีมาแล้ว (ปัจจุบันปี 2556) เพียงแต่มิได้เป็นหน่วยงานโดยเฉพาะแต่อย่างใด การจัดการยังคงขึ้นอยู่กับราชการฝ่ายบัญชาการ ซึ่งแบ่งเป็น กองวิชาการ กองสืบราชการศุลกากร และกองนิติการ ต่อมาในปี พ.ศ. 2516 ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการของกรมศุลกากรขึ้น โดยได้มีการจัดตั้ง “กองการเจ้าหน้าที่” ( PERSONNEL DIVISION ) ขึ้น และให้ขึ้นตรงรวมทั้งอยู่ภายใต้กำกับการดูแลของอธิบดี พร้อมกับในช่วงระยะเวลานั้น ได้มีการนำเอาระบบ พี.ซี. เข้ามาใช้

กองการเจ้าหน้าที่  มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ในด้านการ สรรหา บรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย สับเปลี่ยน เลื่อนเงินเดือน เลื่อนตำแหน่ง จัดระบบงาน และอัตรากำลังเจ้าหน้าที่  ทะเบียนประวัติ สวัสดิการ พร้อมทั้งด้านวินัยข้าราชการและลูกจ้างของกรมศุลกากร นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ในการพัฒนาบุคลากรของกรมศุลกากร โดยทำหน้าที่ในการควบคุมดูแล จัดการฝึกอบรมและการบริหารการศึกษาของโรงเรียนศุลการักษ์ในขณะนั้นอีกด้วยโดยภารกิจนี้ให้เป็นหน้าที่โดยตรงของศูนย์ฝึกอบรมกรมศุลกากร ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ในสังกัดกองการเจ้าหน้าที่

ต่อมาในปี 2532 ศูนย์ฝึกอบรมกรมศุลกากรได้เลื่อนฐานะเป็นกองฝึกอบรม ทำหน้าที่ในการพัฒนาบุคลากรของกรมศุลกากรและกำกับดูแลโรงเรียนศุลการักษ์  โดยมีนางสมสวาท  จันทรสวัสดิ์ เป็นผู้อำนวยการกองฝึกอบรมเป็นคนแรก (ขณะนั้นมีนายภูมิจิตต์  บุญประยูร เป็นผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่) จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2540 ได้มีการปรับโครงสร้างการบริหารงานภายในกรมศุลกากรขึ้นใหม่ และได้รวมเอากองฝึกอบรมและกองการเจ้าหน้าที่เข้าด้วยกันและมีฐานะเป็นสำนักงาน

ในปี พ.ศ. 2524 กองการเจ้าหน้าที่ แบ่งการดำเนินงานภายใน ออกเป็น1 งาน 3 ฝ่าย ได้แก่

1. งานธุรการ

2. ฝ่ายวินัยและทะเบียนประวัติ

3. ฝ่ายพัฒนาบุคคลและโรงเรียนศุลกากร

4. ฝ่ายบรรจุแต่งตั้งจัดระบบงานและอัตรากำลัง

การดำเนินงานด้านโรงเรียนศุลการักษ์  ในช่วงเวลานั้น มีสถาบันการศึกษาของกรมศุลกากรใช้ชื่อว่า “โรงเรียนศุลการักษ์” ทำหน้าที่ในการสรรหาและพัฒนาบุคลากรเพื่อเข้ามารับราชการในกรมศุลกากร โดยผู้ที่สำเร็จการศึกษาอาจได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการพลเรือน ตำแหน่ง “พลศุลการักษ์” ขณะนั้นโรงเรียนศุลการักษ์ ได้รับนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาในระดับประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือ ม.ศ.3) และเรียนในโรงเรียนเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยมีการเรียนทางด้านวิชาการและภาคปฏิบัติ รวมทั้งมีการฝึกภาคสนาม เพื่อปรับพื้นฐานทางด้านทักษะ ความรู้ จริยธรรม และสมรรถภาพทางกายและจิตใจตั้งแต่ก่อนเข้ารับราชการในกรมศุลกากร

ปี 2519 ได้มีการปรับเปลี่ยนวุฒิการศึกษาของผู้ที่จะเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนศุลการักษ์ จากวุฒิประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือ ม.ศ.3)  ซึ่งใช้เวลาเรียนเป็นเวลา 2 ปี มาเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประโยคมัธยมศึกษาตอนปลาย (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หรือวุฒิ ม.ศ.5) หรือเทียบเท่า เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาในการศึกษาตามหลักสูตร 1 ปี พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อจากโรงเรียนศุลการักษ์ เป็น “โรงเรียนศุลกากร” อย่างไรก็ตาม  ในที่สุดโรงเรียนศุลกากรก็ได้หยุดการดำเนินการลงในปี พ.ศ. 2525 โดยมีนักเรียนศุลการักษ์ที่เข้ารับการศึกษาและบรรจุเข้ารับราชการในกรมศุลกากรทั้งหมด จำนวน 20 รุ่น

ก่อนจะมาเป็น สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล (สบท.)

ในปี พ.ศ. 2540  การบริหารงานด้านบุคลากรของกรมศุลกากร ได้มีการรวมเอากองฝึกอบรมกรมศุลกากร เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารงานบุคคล เพื่อให้มีภารกิจในภาพรวมทั้งในส่วนของการบริหารงานบุคคล การดำเนินการด้านจริยธรรมและวินัย และการพัฒนาบุคลากร  โดยได้ปรับเปลี่ยนฐานะจากส่วนราชการระดับกอง เป็นระดับสำนัก พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อจาก “กองการเจ้าหน้าที่” เป็น“สำนักบริหารและพัฒนาบุคคล”(ใช้คำย่อว่า สบพ.)  ประกอบด้วย 4 ส่วนงาน คือ

1. ส่วนวินัยและจริยธรรม

2. ส่วนบริหารงานบุคคล

3. กลุ่มโครงสร้างระบบงานและอัตรากำลัง

4. กลุ่มพัฒนาทรัพยากรบุคคล

สำนักบริหารและพัฒนาบุคคล  (หรือ สบพ.ในสมัยนั้น : ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น สบท.) จัดตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการ กรมศุลกากร กระทรวงการคลัง พ.ศ.2540 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 114 ตอนที่ 21ก เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2540  นับเป็นสำนักที่ 15 ของกรมศุลกากรที่ประกอบด้วย หน่วยงานระดับสำนัก 15 หน่วยงาน และหน่วยงานระดับกอง 2 หน่วยงาน โดยมีนายมนัส  คำภักดี เป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาบุคคลเป็นคนแรก นอกจากนี้ สบพ. ยังถือเป็นหน่วยงานด้านบริหารงานบุคคลระดับสำนักแห่งแรกของกระทรวงการคลังอีกด้วย

สำนักบริหารและพัฒนาบุคคล (สบพ.)  จัดตั้งขึ้นโดยการรวมกองการเจ้าหน้าที่ และกองฝึกอบรมเข้าด้วยกัน  ด้วยเหตุผลเพื่อให้การบริหารงาด้านบุคคลของกรมศุลกากร สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร ตั้งแต่การสรรหา บรรจุแต่งตั้ง การพัฒนา การสวัสดิการ การประเมินผลการปฏิบัติงาน จนถึงการพ้นจากราชการ  รวมทั้งการดำเนินการด้านวินัย และการส่งเสริมจริยธรรมของบุคลากร  ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหน่วยราชการให้ไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540 – 2544)  ที่มุ่งเน้นให้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเป็นอันดับแรก และเพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 หมวด 3 ว่าด้วยเรื่องการเพิ่มพูนประสิทธิภาพและเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติราชการ  ซึ่งกำหนดให้มีการพัฒนาข้าราชการให้มีความรู้ ทักษะ ทัศนคติที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งเพื่อให้การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังเป็นการปรับเปลี่ยนบริบททางด้านการบริหารงานบุคคลของกรมศุลกากร ให้เป็นไปตามสภาวการณ์ยุคโลกาภิวัตน์ที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านข้อมูล ข่าวสาร ความต้องการบริการที่ดีจากหน่วยงานของรัฐ การเปิดเสรีทางการค้า การลงทุน ฯลฯ

สภาวการณ์ที่กรมศุลกากร ต้องเผชิญอยู่ในขณะนั้น นอกจากจะเป็นเรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายรัฐบาลในการที่จะปรับให้ส่วนราชการมีขนาดเล็กกะทัดรัด มีประสิทธิภาพ การมุ่งเน้นคนเป็นศูนย์กลางหรือจุดมุ่งหมายหลักของการพัฒนาแล้ว  ยังเป็นเรื่องภารกิจที่ ก.พ. ได้มอบอำนาจในด้านต่างๆ ให้กรมฯ เป็นผู้ดำเนินการได้เองในหลายๆ เรื่อง เช่น อำนาจในการกำหนดตำแหน่ง การประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่มีประสบการณ์ (ตำแหน่งประเภททั่วไป) ตำแหน่งประเภทวิชาชีพเฉพาะ ตำแหน่งเชี่ยวชาญเฉพาะ สำหรับตำแหน่งตั้งแต่ระดับ 8 ลงมา การกำหนดตำแหน่งในสายงานที่เริ่มจากระดับ 1 , 2 และ 3  การพัฒนาข้าราชการอย่างต่อเนื่อง ทั้งก่อนมอบหมายหน้าที่ให้ปฏิบัติระหว่างปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งก่อนเลื่อนและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบางตำแหน่ง เป็นต้น

เปลี่ยนชื่อเป็น สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล (สบท.)

ในปี พ.ศ. 2552ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการแบ่งงานในกรมศุลกากรขึ้นอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ สำนักบริหารและพัฒนาบุคคล (สบพ.) ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในตามภารกิจออกเป็น 3 ส่วน รวมทั้งรับผิดชอบในส่วนของห้องสมุด พิพิธภัณฑ์กรมศุลกากร และสำนักงานเสริมสร้างขีดความสามารถในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิคขององค์การศุลกากรโลก (ROCB :  RIGINAL OFFICE FOR CAPACITY BUILDING) อีกด้วย  พร้อมทั้งได้เปลี่ยนชื่อหน่วยงานเป็น “สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล” (ใช้ชื่อย่อว่า สบท. :  ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Human Resource Management Bureau)แบ่งการดำเนินงานภายในสำนักออกเป็น 1 ฝ่าย และ 3 ส่วน ได้แก่

1. ฝ่ายบริหารงานทั่วไป

2. ส่วนบริหารงานบุคคล

3. ส่วนจริยธรรมและวินัย

4. สถาบันวิทยาการศุลกากร

สำนักงานของสำนักบริหารทรัพยากรบุคคล ตั้งอยู่ที่ชั้น 9 และชั้น 15 อาคาร 120 ปีกรมศุลกากร โดยชั้น 9 ประกอบด้วย ห้องทำงานของผู้อำนวยการสำนัก ฝ่ายบริหารงานทั่วไป ส่วนบริหารงานบุคคล และส่วนจริยธรรมและวินัย สำหรับสถาบันวิทยาการศุลกากรจะมีสำนักงานอยู่ที่ชั้น 15 ซึ่งพร้อมด้วยห้องฝึกอบรมขนาดใหญ่ที่บรรจุผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ถึง 150 คน และในปี 2556 กรมศุลกากรได้มีโครงการปรับปรุงชั้น 15 ให้เป็นห้องฝึกอบรมที่ทันสมัย โดยให้มีห้องฝึกอบรมย่อยๆ ขนาด 60 – 80 คน จำนวน 2 ห้อง และห้องฝึกอบรมใหญ่ขนาด 150 – 170 คน จำนวน 1 ห้อง เพื่อให้ใช้เป็นห้องประชุมสัมมนาและสามารถรองรับหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรที่จะเกิดมีขึ้นในอนาคตอีกด้วย

ปัจจุบัน เพื่อเป็นการเพิิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพในการบริหารงานบุคคล สำนักบริหารทรัพยากรบุคคล ได้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการแบ่งงานภายใน ดังนี้

1. ฝ่ายบริหารงานทั่วไป

2. ส่วนบริหารงานบุคคล

3. ส่วนโครงส้รางระบบงานและอัตรากำลัง

4. ส่วนประเมินผลและสิธิประโยชน์

5. ส่วนวินัยและความรับผิดทางละเมิด

6. กลุ่มคุ้มครองและส่งเสริมจริยธรรม

7. สถาบันวิทยาการศุลกากร